";
ผู้บริหาร/สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ
(นายตันติพงศ์ นิกรเทศ)
ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ
(นายยุทธนากร โพสาราช)
รองประธานสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ คนที่ 1
(นายวีระศักดิ์ หลักคำ)
รองประธานสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ
คนที่ 2
(นายสมเกียรติ ฐานวิสัย)
สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ อำเภอโซ่พิสัย
(นายอ้อม สุวรรณไตร)
สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ อำเภอโซ่พิสัย
(นายวิลัย โพธิราช)
สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ อำเภอศรีวิไล
(นายคำภา รัตนวงศ์)
สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ อำเภอศรีวิไล
(นายวิเชียร ชาญอุไร)
สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ
(นายเอื้อการย์ ทาปัญญา)
สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ
(นายโทน มนตา)
สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ
(นายบรรลือ ประเคนคชา)
สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า
(นายสุทน ไชยคำ)
สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ อำเภอบึงโขงหลง
(นายประถัมถ์ คำภูษา)
สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ อำเภอเซกา
(นายนัฐวุฒิ พินิจภาณุมาศ)
สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ อำเภอพรเจริญ
(นายบุญจันทร์ บึงหนองอ้อ),
สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ
(นายสมาน มาตา)
สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ ผู้ทรงคุณวุฒิ
(นายถิรเดช ไชยโภค)
สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ ผู้ทรงคุณวุฒิ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการยกร่างกฎหมาย ว่าด้วยสภาเกษตรกร โดยมี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายประพัฒน์  ปัญญาชาติรักษ์) เป็นประธานกรรมการ และผู้อำนวยการกองนิติการ (ขณะนั้น) เป็นกรรมการ และเลขานุการ เพื่อ ดำเนินการ ศึกษา และยกร่างกฎหมายว่าด้วยสภาเกษตรกร คณะกรรมการฯ ได้ยกร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรแห่งชาติ พ.ศ.2553 ซึ่งเป็นกฎหมาย ที่ให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพในการคุ้มครอง รักษาผลประโยชน์เกี่ยวกับการผลิต และการตลาดเพื่อให้ผลิตผลทางการเกษตร ได้รับผลตอบแทนสูงสุด และมีสภาสำหรับเกษตรกร ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนเสริมสร้างสมานฉันท์ ของเกษตรกรทั้งประเทศ ทำให้เกษตรกร มีความเข็มแข็ง และมีการรวมตัวกัน อย่างเป็นเอกภาพ โดยสร้างเครือข่ายเกษตรกร นอกจากนี้ เกษตรกรสามารถจัดทำแผนแม่บท เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา กำหนดนโยบาย ให้สอดคล้องกับความต้องการ และสภาพปัญหาอันแท้จริง รวมทั้งให้เกษตรกรได้รับ การพัฒนา ส่งเสริมให้ได้รับความร ู้และข้อมูลเกี่ยวกับเกษตรกรรมด้านต่างๆในการนี้ ได้มีการนำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ออกไปรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกร และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ แต่ละภาค รวม 4 ภาค แล้วนำข้อมูลที่ได้ จากการรับฟังความคิดเห็น มาปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติฯ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และได้เสนอไปยัง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ดำเนินการ ตามกระบวนการตรากฎหมาย